การพิมพ์ไร้สาย
...ยังถือเป็นช่วงเดือนแห่งความสุข ที่ยังคงมีการบันทึกภาพประทับใจกันอย่างต่อเนื่อง
จึงหยิบแนวโน้มการพิมพ์ในโลกยุคใหม่มาฝาก
กับ...ยุคของการพิมพ์แบบไร้สายที่สามารถพิมพ์ได้ไร้ขีดจำกัด ทุกที่ ทุกเวลา...ตอบรับกับความต้องการใช้งานที่รวดเร็ว สะดวก และคล่องตัว
ด้วยไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ที่ทุกวันนี้เน้นการใช้อินเทอร์เน็ตที่บ้าน จากเดิมต้องเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์ แต่ปัจจุบันไวร์เลส หรือเทค โนโลยีไร้สายได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างมาก
ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาของเอชพี เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทั่วโลก ระบุเมื่อปี 2005 บ้านที่มีอินเทอร์เน็ตจะมีคนใช้ไวร์เลสอยู่แค่ 44 ล้านคน แต่ปี 2006 อัตราคนใช้ไวร์เลส สูงขึ้นถึง 68 ล้านคน และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดไว้ว่าปี 2011 จะมีคนใช้ไวร์เลสถึง 230 ล้านคน หรือประมาณ 27% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
ส่วนข้อมูลในส่วนของประเทศไทย ผู้บริหารจากเอชพี บอกว่าไม่น่าจะต่างกับภาพรวมมากนัก เพราะจริง ๆ แล้วตลาดบรอดแบนด์หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในบ้านเราก็เติบโตไม่น้อยไปกว่าที่อื่น หรือจะดูในระดับภูมิภาคข้อมูลที่ได้ก็ไม่ต่างกันคือ แนวโน้มของการเติบโตของไวร์เลส มีสูงขึ้นมาก
ปัจจุบันเอชพีมีลูกค้าใช้การพิมพ์งานแบบไวร์เลสมากขึ้นเป็นสองเท่า ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์เอกสาร รูปภาพ หรือว่าเป็นการใช้งานของข้อมูลทั่วไป
นอกจากนี้การใช้งานของลูกค้าที่บ้านเติบโต ขึ้นในหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ข้อมูล หรือว่าจะเป็นลักษณะของการเข้าไปดูข้อมูลต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตทั่วไป และที่สำคัญคือการใช้งานแบบ Share printing หรือการใช้งานเครื่องพิมพ์ร่วมกันรองรับการสั่งการจากคอม พิวเตอร์หลายเครื่อง ซึ่งมีมากขึ้นถึง 37%
สำหรับเอชพีมีการพัฒนาโซลูชั่นการพิมพ์ไร้สายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการผลิตเครื่อง พิมพ์ไวร์เลส ออกมาก่อนหน้านี้ แต่ว่าเน้นในส่วนเครื่องพิมพ์สำหรับธุรกิจและเครื่องพิมพ์แบบพกพาหรือ โมบาย พรินเตอร์ มากกว่า เนื่องจากมองว่าคน ที่ใช้งานไวร์เลสมัก จะทำงานนอกสถานที่ หรือว่าในออฟฟิศ ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกันอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลปีล่าสุดทำให้ เอชพีมองเห็นว่าทิศทางการใช้ไวร์เลสในบ้านมี สูงขึ้น จึงนำโซลูชั่นไวร์เลสมาเพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่บ้าน เป็น โฮม ไวร์เลส พริ้นติ้ง (Home wireless prin ting) และนำเสนอโซลูชั่นของ โฮม พริ้นติ้ง ที่เป็นรูปแบบของไวร์เลส ด้วย ทั้งโน้ตบุ๊ก ที่มีฟังก์ ชันของไวร์เลส ตั้งแต่รุ่นเล็ก รุ่นกลาง และรุ่นใหญ่ รวมถึงกล้องดิจิทัลที่มีคนนิยมใช้มากขึ้น แต่ส่วนมากก็จะเก็บรูปเป็นซอฟต์ไฟล์ เพราะไม่สะดวกในการพิมพ์
เอชพีจึงเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าในการพิมพ์งานผ่านไวร์เลส ด้วยการปรับตัวเครื่องพิมพ์ โฟโต้สมาร์ท และเพิ่ม ไวร์เลสเข้าไป
ปัจจุบันเครื่องพิมพ์ โฟโต้สมาร์ท ที่มีไวร์เลสของเอชพีจะโฟกัสไปที่เครื่องพิมพ์ออล อินวันโฟโต้สมาร์ท ตอบสนองครอบครัวที่มีมาก กว่า 3-4 คนในบ้าน โดยการใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตมักจะใช้ส่วนตัว แต่เครื่องพิมพ์จะสามารถแชร์กันพิมพ์งานได้ สามารถสั่งพิมพ์งานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในแต่ละห้องมาที่เครื่องพิมพ์ตัวเดียวกันได้
เครื่องพิมพ์ไร้สายจึงนับเป็นการตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน !!!.
สืบค้นจาก http://www.dailynews.co.th วันที่สืบค้น 15 ก.พ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
new card ( home work 5 )
ขีปนาวุธเร็วกว่าเสียง
ถ้าจะว่าไปแล้ว ประวัติศาสตร์ด้าน “การบิน” ของมนุษยชาติ น่าจะเริ่มตั้งแต่คราวที่สองพี่น้องตระกูลไรท์ทำการทดลองบินเครื่องบินลำแรกของโลก เมื่อราวร้อยกว่าปีก่อน นับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา อากาศยานรูปแบบต่าง ๆ ก็ได้ถูกพัฒนามาเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ที่เราสามารถส่งยานอวกาศออกไปนอกโลกได้
ถ้าไม่นับรวมถึงยานอวกาศ จุดสูงสุดของเทคโนโลยีทางด้านอากาศยานในปัจจุบันนี้ ก็น่าจะเป็นเครื่องบินที่สามารถทำการบินด้วยความเร็วเหนือเสียง ซึ่งนอกจากเครื่องบินขับไล่แบบไอพ่นแล้ว เครื่องบินคองคอร์ด ที่เพิ่งปิดฉากอำลาการบินในเชิงพาณิชย์เมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่คุณผู้อ่านรู้จักและคุ้นเคยกันมากที่สุด
แต่พัฒนาการของอากาศยานที่มีความเร็วเหนือเสียง ยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ถ้าใครติดตามข่าวสารในแวดวงการบินก็คงจะพอทราบว่า ยังมีอีกโครง การหนึ่งของ NASA ชื่อว่าโครงการ X-43A ซึ่งเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานที่มีความเร็วเหนือเสียง โดยจากการทดลองบินล่าสุดเมื่อในปี พ.ศ. 2547 นั้น สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 9.4 มัค หรือ 9.4 เท่าของความเร็วเสียงเลยทีเดียว
นอกจากโครงการดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกโครงการที่น่าสนใจชื่อว่าโครงการX-51Aซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพสหรัฐกับออสเตรเลีย
โดยถือเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาต้นแบบของขีปนาวุธที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือเสียงซึ่งหมายความว่า ขีปนาวุธดังกล่าวสามารถวิ่งไปทำลาย เป้าหมายทั่วโลกได้ในระยะเวลาไม่เกิน2-3ชั่วโมง!
โครงการ X-51Aอาศัยเทคโน โลยีของโครงการX-43Aซึ่งอาศัยเครื่องยนต์ที่เรียกว่าscramjets(supersonic combustion ramjets)โดยการทำงานของเครื่องยนต์ scramjetsนั้นอากาศจะไหลเข้าไปในเครื่องยนต์ด้วยความเร็วเหนือเสียง ทำให้เกิดภาวะ “คลื่นกระแทก” อากาศที่มีความเร็วเหนือเสียงจะถูกผสมเข้ากับเชื้อเพลิง “ไฮ โดรเจน” หลังจากนั้นจะถูกจุดระเบิดเกิดเป็นแรงขับดันมหาศาลทำให้สามารถเร่งความเร็วจนกระทั่งมีความเร็วเหนือเสียงได้หลายเท่าอย่างที่กล่าวมาแล้ว
แต่สำหรับโครงการ X-51A นั้น ความยุ่งยากซับซ้อนจะน้อยกว่าโครงการ X-43A เนื่องจากว่าขนาดของอากาศยานจะเล็กกว่าเกือบ10 เท่าและถูกออกแบบโดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการเป็นอากาศยานที่มีคนโดยสารที่สำคัญก็คือเป็นการ “ใช้ครั้งเดียวทิ้ง”เพราะว่าจุดประสงค์หลักก็คือการทำลายเป้าหมายต่างๆอยู่แล้วนั่นเอง
สำหรับตัวอากาศยานนั้น บริษัท Boeing รับผิดชอบในการสร้าง ซึ่งจะต้องถูกเชื่อมติดกับจรวดขับดัน อีกทีหนึ่ง ส่วนเครื่องยนต์ scramjets นั้นถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Pratt & Whitney ที่ มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องยนต์ สำหรับเครื่องบินอยู่แล้ว
การทดลองบินครั้งแรกของ X-51A จะมีขึ้นภายในปีนี้ โดยที่เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 จะทำหน้าที่พาเอาเจ้า X-51A พร้อมจรวดขับดันขึ้นไปยังระดับความสูงราว 10 กิโลเมตร จากนั้นจรวดขับดันจะเริ่มทำงานหลังจากที่แยกตัวออกจากเครื่องบิน B-52
เมื่อจรวดขับดันทำความเร็วได้ถึงราว 4.5 มัคแล้ว เครื่องยนต์ scramjets ก็จะเริ่มทำงานและ X-51A ก็จะแยกตัวออกจากจรวดเป็นอิสระก่อนที่จะทำความเร็วไปจนกระทั่งถึง 7 มัค หรือ 7 เท่าของความเร็วเสียงก่อนที่จะตกลงในมหา สมุทร
การทดลองบินของโครงการ X-51A จะมีขึ้นราว 10 เที่ยวบิน ตลอดระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า และทางกองทัพอากาศประเทศสหรัฐอเมริกาคาดว่าจะนำขีปนาวุธที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมาประจำการได้ไม่เกินปี พ.ศ. 2578 หรืออีก 28 ปีข้างหน้าถึงจะได้เห็นกัน.
สืบค้นจาก http://www.dailynews.co.th วันที่สืบค้น 15 ก.พ. 2552
ถ้าจะว่าไปแล้ว ประวัติศาสตร์ด้าน “การบิน” ของมนุษยชาติ น่าจะเริ่มตั้งแต่คราวที่สองพี่น้องตระกูลไรท์ทำการทดลองบินเครื่องบินลำแรกของโลก เมื่อราวร้อยกว่าปีก่อน นับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา อากาศยานรูปแบบต่าง ๆ ก็ได้ถูกพัฒนามาเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ที่เราสามารถส่งยานอวกาศออกไปนอกโลกได้
ถ้าไม่นับรวมถึงยานอวกาศ จุดสูงสุดของเทคโนโลยีทางด้านอากาศยานในปัจจุบันนี้ ก็น่าจะเป็นเครื่องบินที่สามารถทำการบินด้วยความเร็วเหนือเสียง ซึ่งนอกจากเครื่องบินขับไล่แบบไอพ่นแล้ว เครื่องบินคองคอร์ด ที่เพิ่งปิดฉากอำลาการบินในเชิงพาณิชย์เมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่คุณผู้อ่านรู้จักและคุ้นเคยกันมากที่สุด
แต่พัฒนาการของอากาศยานที่มีความเร็วเหนือเสียง ยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ถ้าใครติดตามข่าวสารในแวดวงการบินก็คงจะพอทราบว่า ยังมีอีกโครง การหนึ่งของ NASA ชื่อว่าโครงการ X-43A ซึ่งเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานที่มีความเร็วเหนือเสียง โดยจากการทดลองบินล่าสุดเมื่อในปี พ.ศ. 2547 นั้น สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 9.4 มัค หรือ 9.4 เท่าของความเร็วเสียงเลยทีเดียว
นอกจากโครงการดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกโครงการที่น่าสนใจชื่อว่าโครงการX-51Aซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพสหรัฐกับออสเตรเลีย
โดยถือเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาต้นแบบของขีปนาวุธที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือเสียงซึ่งหมายความว่า ขีปนาวุธดังกล่าวสามารถวิ่งไปทำลาย เป้าหมายทั่วโลกได้ในระยะเวลาไม่เกิน2-3ชั่วโมง!
โครงการ X-51Aอาศัยเทคโน โลยีของโครงการX-43Aซึ่งอาศัยเครื่องยนต์ที่เรียกว่าscramjets(supersonic combustion ramjets)โดยการทำงานของเครื่องยนต์ scramjetsนั้นอากาศจะไหลเข้าไปในเครื่องยนต์ด้วยความเร็วเหนือเสียง ทำให้เกิดภาวะ “คลื่นกระแทก” อากาศที่มีความเร็วเหนือเสียงจะถูกผสมเข้ากับเชื้อเพลิง “ไฮ โดรเจน” หลังจากนั้นจะถูกจุดระเบิดเกิดเป็นแรงขับดันมหาศาลทำให้สามารถเร่งความเร็วจนกระทั่งมีความเร็วเหนือเสียงได้หลายเท่าอย่างที่กล่าวมาแล้ว
แต่สำหรับโครงการ X-51A นั้น ความยุ่งยากซับซ้อนจะน้อยกว่าโครงการ X-43A เนื่องจากว่าขนาดของอากาศยานจะเล็กกว่าเกือบ10 เท่าและถูกออกแบบโดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการเป็นอากาศยานที่มีคนโดยสารที่สำคัญก็คือเป็นการ “ใช้ครั้งเดียวทิ้ง”เพราะว่าจุดประสงค์หลักก็คือการทำลายเป้าหมายต่างๆอยู่แล้วนั่นเอง
สำหรับตัวอากาศยานนั้น บริษัท Boeing รับผิดชอบในการสร้าง ซึ่งจะต้องถูกเชื่อมติดกับจรวดขับดัน อีกทีหนึ่ง ส่วนเครื่องยนต์ scramjets นั้นถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Pratt & Whitney ที่ มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องยนต์ สำหรับเครื่องบินอยู่แล้ว
การทดลองบินครั้งแรกของ X-51A จะมีขึ้นภายในปีนี้ โดยที่เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 จะทำหน้าที่พาเอาเจ้า X-51A พร้อมจรวดขับดันขึ้นไปยังระดับความสูงราว 10 กิโลเมตร จากนั้นจรวดขับดันจะเริ่มทำงานหลังจากที่แยกตัวออกจากเครื่องบิน B-52
เมื่อจรวดขับดันทำความเร็วได้ถึงราว 4.5 มัคแล้ว เครื่องยนต์ scramjets ก็จะเริ่มทำงานและ X-51A ก็จะแยกตัวออกจากจรวดเป็นอิสระก่อนที่จะทำความเร็วไปจนกระทั่งถึง 7 มัค หรือ 7 เท่าของความเร็วเสียงก่อนที่จะตกลงในมหา สมุทร
การทดลองบินของโครงการ X-51A จะมีขึ้นราว 10 เที่ยวบิน ตลอดระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า และทางกองทัพอากาศประเทศสหรัฐอเมริกาคาดว่าจะนำขีปนาวุธที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมาประจำการได้ไม่เกินปี พ.ศ. 2578 หรืออีก 28 ปีข้างหน้าถึงจะได้เห็นกัน.
สืบค้นจาก http://www.dailynews.co.th วันที่สืบค้น 15 ก.พ. 2552
new card ( home work 4 )
20 ช่องโหว่ที่ผู้ใช้คอมพ์ต้องระวัง
ในโอกาสครบ 20 ปี บริษัท เทรนด์ ไมโคร ได้จัดทำรายงานสรุป 20 อันดับช่องโหว่ความปลอดภัยในโลกดิจิทัลปัจจุบัน พร้อมเสนอแนวทางการป้องกันภัยคุกคามข้อมูล
20 อันดับช่องโหว่ความปลอดภัยในโลกดิจิทัลปัจจุบัน
1. เว็บเบราว์เซอร์ที่มีช่องโหว่หรือไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซม 2. ระบบปฏิบัติการที่มีช่องโหว่หรือไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซม 3. เว็บไซต์/เว็บเพจ หรือจาวาสคริปต์ที่มีช่องโหว่หรือไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซม 4. ซอฟต์แวร์สำรองข้อมูล 5. ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล 6. อีเมล ไคลเอ้นต์ 7. สิทธิใช้งาน ของผู้ใช้ที่มีมากเกินความจำเป็น 8. โปรแกรม สนทนาออนไลน์ 9. เซิร์ฟเวอร์บริหารจัดการ 10. โปรแกรมเพื่อความบันเทิง (ฟังเพลง, ดูหนัง) 11. ซอฟต์แวร์สำนักงาน 12. โปรแกรมแบบเพียร์ทูเพียร์ 13. ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัย 14. ชุมชนเครือข่ายสังคมออนไลน์ 15. อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต 16. แล็ปท็อปที่ไม่ได้เข้ารหัสลับ 17. สื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัสลับ 18. ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (Unix) 19. บริการ VoIP 20. เซิร์ฟเวอร์ และแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต
แนวทางการป้องกันภัยคุกคามข้อมูล
1. เปิดใช้งานและปรับปรุงซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยให้ทันสมัยเสมอ โดยเฉพาะถ้าใช้งานแล็ปท็อปที่ต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ไม่มีการป้องกันใด ๆ ในบริเวณสนามบิน ร้านกาแฟ และสถานที่ต่าง ๆ
2. ติดตั้งผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ปกป้องผู้ใช้งานในทุกกรณีไม่ว่าจะท่องอินเทอร์เน็ตหรือดาวน์โหลดไฟล์ลงในคอมพิวเตอร์โดยตรง
3. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์ป้องกันภัยบนเว็บครอบคลุมการป้องกันอีเมล รวมถึงเครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ และแอพ พลิเคชั่นการประมวลผลที่ใช้ทั้งหมด และ สามารถแจ้งเตือนเกี่ยวกับปริมาณการส่งผ่าน ข้อมูลทั้งเข้าและออกจากคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานในเวลาจริง
4. ปรับใช้เทคโนโลยีล่าสุด เช่น การป้องกันโดยเทคโนโลยีการตรวจสอบชื่อเสียง และประวัติเว็บไซต์ (Web Reputation) ซึ่งสามารถวัดระดับความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ก่อนที่คุณจะเข้าเยี่ยมชมได้ ควรใช้เทคโนโลยีการตรวจสอบประวัติเว็บร่วมกับเทคโนโลยีการกรองยูอาร์แอล (URL) และการสแกนเนื้อหา
5. ใช้เว็บเบราว์เซอร์รุ่นล่าสุดและติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงความปลอดภัยเมื่อพร้อมใช้งาน
6. ใช้เว็บเบราว์เซอร์ที่มีปลั๊กอินป้องกันสคริปต์
7. ตรวจสอบกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตว่าเครือข่ายของผู้ให้บริการใช้การป้องกันชนิดใด
8. ถ้าใช้ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์ วินโดว์ ให้เปิดใช้งานคุณลักษณะ “ปรับปรุงอัตโนมัติ” (Automatic Update) และติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงใหม่ ๆ ทันทีที่พร้อมใช้งาน
9. ติดตั้ง ปรับปรุง และดูแลไฟร์วอลล์ รวมทั้งซอฟต์แวร์ป้องกันการบุกรุกเสมอ ซึ่งครอบคลุมการป้องกันมัลแวร์หรือสปายแวร์ด้วย
10. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าโซลูชั่น ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยที่ใช้งานอยู่เป็นรุ่นล่าสุด
ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่สนใจอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคาม ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นคลิกไปได้ที่
สืบค้นจาก http://blog.trendmicro.com/ วันที่สืบค้น 15 ก.พ. 2552
ในโอกาสครบ 20 ปี บริษัท เทรนด์ ไมโคร ได้จัดทำรายงานสรุป 20 อันดับช่องโหว่ความปลอดภัยในโลกดิจิทัลปัจจุบัน พร้อมเสนอแนวทางการป้องกันภัยคุกคามข้อมูล
20 อันดับช่องโหว่ความปลอดภัยในโลกดิจิทัลปัจจุบัน
1. เว็บเบราว์เซอร์ที่มีช่องโหว่หรือไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซม 2. ระบบปฏิบัติการที่มีช่องโหว่หรือไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซม 3. เว็บไซต์/เว็บเพจ หรือจาวาสคริปต์ที่มีช่องโหว่หรือไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซม 4. ซอฟต์แวร์สำรองข้อมูล 5. ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล 6. อีเมล ไคลเอ้นต์ 7. สิทธิใช้งาน ของผู้ใช้ที่มีมากเกินความจำเป็น 8. โปรแกรม สนทนาออนไลน์ 9. เซิร์ฟเวอร์บริหารจัดการ 10. โปรแกรมเพื่อความบันเทิง (ฟังเพลง, ดูหนัง) 11. ซอฟต์แวร์สำนักงาน 12. โปรแกรมแบบเพียร์ทูเพียร์ 13. ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัย 14. ชุมชนเครือข่ายสังคมออนไลน์ 15. อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต 16. แล็ปท็อปที่ไม่ได้เข้ารหัสลับ 17. สื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัสลับ 18. ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ (Unix) 19. บริการ VoIP 20. เซิร์ฟเวอร์ และแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต
แนวทางการป้องกันภัยคุกคามข้อมูล
1. เปิดใช้งานและปรับปรุงซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยให้ทันสมัยเสมอ โดยเฉพาะถ้าใช้งานแล็ปท็อปที่ต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ไม่มีการป้องกันใด ๆ ในบริเวณสนามบิน ร้านกาแฟ และสถานที่ต่าง ๆ
2. ติดตั้งผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ปกป้องผู้ใช้งานในทุกกรณีไม่ว่าจะท่องอินเทอร์เน็ตหรือดาวน์โหลดไฟล์ลงในคอมพิวเตอร์โดยตรง
3. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์ป้องกันภัยบนเว็บครอบคลุมการป้องกันอีเมล รวมถึงเครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ และแอพ พลิเคชั่นการประมวลผลที่ใช้ทั้งหมด และ สามารถแจ้งเตือนเกี่ยวกับปริมาณการส่งผ่าน ข้อมูลทั้งเข้าและออกจากคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานในเวลาจริง
4. ปรับใช้เทคโนโลยีล่าสุด เช่น การป้องกันโดยเทคโนโลยีการตรวจสอบชื่อเสียง และประวัติเว็บไซต์ (Web Reputation) ซึ่งสามารถวัดระดับความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ก่อนที่คุณจะเข้าเยี่ยมชมได้ ควรใช้เทคโนโลยีการตรวจสอบประวัติเว็บร่วมกับเทคโนโลยีการกรองยูอาร์แอล (URL) และการสแกนเนื้อหา
5. ใช้เว็บเบราว์เซอร์รุ่นล่าสุดและติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงความปลอดภัยเมื่อพร้อมใช้งาน
6. ใช้เว็บเบราว์เซอร์ที่มีปลั๊กอินป้องกันสคริปต์
7. ตรวจสอบกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตว่าเครือข่ายของผู้ให้บริการใช้การป้องกันชนิดใด
8. ถ้าใช้ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์ วินโดว์ ให้เปิดใช้งานคุณลักษณะ “ปรับปรุงอัตโนมัติ” (Automatic Update) และติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงใหม่ ๆ ทันทีที่พร้อมใช้งาน
9. ติดตั้ง ปรับปรุง และดูแลไฟร์วอลล์ รวมทั้งซอฟต์แวร์ป้องกันการบุกรุกเสมอ ซึ่งครอบคลุมการป้องกันมัลแวร์หรือสปายแวร์ด้วย
10. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าโซลูชั่น ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยที่ใช้งานอยู่เป็นรุ่นล่าสุด
ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่สนใจอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคาม ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นคลิกไปได้ที่
สืบค้นจาก http://blog.trendmicro.com/ วันที่สืบค้น 15 ก.พ. 2552
วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)